ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก ในอดีตชาวจีนจึงมักจะมีการอพยพหาแหล่งทำมาหากินไปยังดินแดนโพ้นทะเล กระจัดกระจายไปยังส่วนต่าง ๆ ของโลก ประกอบสัมมาอาชีพจนประสพผลสำเร็จเป็นระดับมหาเศรษฐีกันเป็นจำนวนมาก ได้รับการยกย่องจากประเทศต่าง ๆ ว่า เป็นผู้ที่มีความขยันขันแข็งในการประกอบอาชีพ สัญลักษณ์อย่างหนึ่งของชาวจีน นอกเหนือจากความมานะ วิริยะ อุตสาหะ คือ การรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีโบราณ ที่ตกทอดสืบกันมา ไม่ว่าจะไปอยู่แห่งหนตำบลใดก็ตาม รวมทั้งอาณาจักรสยาม มีเรื่องราวความเชื่อเก่าแก่นับเป็นพันๆปี ของชาวจีนสืบทอดปรากฎมาถึงปัจจุบัน
หนึ่งในจำนวนนั้นคือ 'ฮวงจุ้ย' ศาสตร์ที่ว่าด้วยการพยากรตำแหน่งทำเลที่ตั้งของสิ่งก่อสร้างต่างๆ อันเกี่ยวเนื่องต่อความเป็นมงคลและอัปมงคล ทิศทางของประตูหน้าต่างของบ้านเรือน การอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อบูชา หรือการตั้งวางวัตถุมงคล เพื่อป้องกันสิ่งชั่วร้ายต่างๆ
พยากรณ์ศาสตร์จีนนั้นมีชื่อเรียกรวมว่า "อู่ ซู่" มีความหมายรวมถึง "ซาน อี ผู่ มิ่ง เซี่ยง" แยกความหมาย ซาน=การบำเพ็ญเพียร อี=วิชาการแพทย์ มิ่ง=การดูดวงชะตา ผู่=การทำนายโชคชะตา การเสี่ยงเซียมซี โป๊ยก่วย และ เซี่ยง=การดูลักษณะบ้านเมือง ปัจจุบันเป็นที่นิยมของชาวจีนนั้นอยู่ในหมวดผู่และเซี่ยง โดยเซี่ยงก็คือ การนิยมแขวนกระจก "โป๊ยก่วย" ไว้หน้าบ้าน เพื่อป้องกันเภทภัยที่จะมากล้ำกรายครอบครัว
กระจก "โป๊ยก่วย" (Pa Kue) เป็นยันต์กระจกแปดทิศซึ่งพระเจ้าฟูชิ กษัตริย์ของจีนโบราณทรงคิดค้นขึ้น โดยเอารูปแบบของ หยินหยางมารังสรรค์เป็นสัญลักษณ์แห่งการคุ้มครองและสกัดสิ่งชั่วร้าย มอบให้กับชาวจีนเพื่อป้องกันอำนาจจากวิญญาณร้ายที่กล้าแข็ง
ปัจจุบันกระจก "โป๊ยก่วย" ก็ยังถูกนำมาใช้ป้องกันเคหะสถานตามหลักฮวงจุ้ย ไม่ว่าจะเป็นห้องแถวรุ่นเก่า หรือตึกแถวรุ่นใหม่ คือ ถ้าที่อยู่อาศัยใดมีถนนตรงดิ่งเข้ามา จะมีลักษณะเป็น "บ้านปากเสือ" หรือ "บ้านเงื้อมมือแห่งความตาย" ผู้อยู่อาศัยในบ้านนั้นจะประสบเหตุร้าย หรือเคราะห์กรรมมากมายไม่มีวันสิ้นสุด วิธีแก้เคล็ดก็คือ ให้ใช้กระจกโป๊ยก่วยแขวนไว้หน้าบ้าน เพื่อสะท้อนสิ่งชั่วร้ายเหล่านั้นให้กลับออกไป
ชาวจีนมีความอ่อนไหวในเรื่องดังกล่าวมาก หากมีการแขวนกระจกโป๊ยก่วยในสถานที่แออัด มีบ้านเรือนตั้งอยู่หนาแน่น ความวุ่นวายจากความเชื่อที่ว่าจะถูกจู่โจมจากสิ่งชั่วร้าย ที่สะท้อนออกมาจากกระจกโป๊ยก่วยของบ้านตรงข้ามต้องตามมาอย่างแน่นอน
นักพยากรณ์ศาสตร์จึงคิดวิธีแก้ไขความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้นจากความไม่พอใจของเพื่อนบ้าน โดยให้แขวนกระดองเต่าเอาไว้ ตรงที่ที่กระจกโป๊ยก่วยส่องตรงลงมาพอดี หรือแก้ไขโดยการเลี้ยงปลาสีดำ 6 ตัว สีแดง 1 ตัว และเต่า 2 ตัว เพราะ ตามคติจีนถือว่าปลาหรือเต่าจะเป็นตัวรับสิ่งชั่วร้ายแทน และถ้าเต่าหรือปลาตายไปจะต้องรีบหามาเปลี่ยน
กระจก "โป๊ยก่วย" ที่เห็นตามอาคารบ้านเรือนและร้านค้าของคนจีนมีที่มาดังนี้ ที่สำคัญเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนอย่างหนึ่งของศรัทธา ในศาสตร์โบราณที่ยังคงมีอิทธิพลเหนือจิตใจของชาวจีนเชื้อสายไทย แม้ว่าจะผ่านพ้นมานับพันปี ขณะที่ประเพณีไทยของคนไทยแท้ หลายอย่าง นับวันจะถูกละเลยและลืมเลือนไป
ในครั้งพุทธกาล พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก แต่หลังจาก การสังคายนา พุทธศาสนาครั้งที่ ๓ (ตติยสังคายนา) แล้ว พระ พุทธศาสนาในอินเดียเริ่มร่วงโรยลง และต่อมาได้ย้ายไป ประดิษฐานในลังกา ศาสนาพุทธกับพราหมณ์ในอินเดียสมัยนั้น ได้ผสมผสาน กันมา จนเกิดมีลัทธิ พุทธตันตระ (ลัทธิพุทธศาสนาอันเกี่ยวกับการใช้คาถาอาคม) เกิดขึ้น อีกลัทธิหนึ่ง
ศาสนาพราหมณ์ในขณะนั้น มีความมั่นคงเลื่อมใส ในลัทธิ ไสยศาสตร์ มาก มีการใช้เวทมนตร์คาถาเป่าพ่นปลุกเสก และลงเลขยันต์ ประกอบ อาถรรพณ์ต่างๆ แม้ในทางพระพุทธศาสนาก็ใช่ว่าจะปฏิเสธเสียทีเดียว เพราะ พระพุทธศาสนาเองก็ยังมีคุณอัศจรรย์ ที่จัดเป็น ปาฏิหาริย์ไว้ ๒ อย่าง คือ
๑. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ คำสอนที่เป็นอัศจรรย์
๒. อิทธิปาฏิหาริย์ ฤทธิ์ที่เป็นอัศจรรย์ ถึงกับ พระพุทธเจ้าได้ทรงยกย่อง พระโมคคัลลานะ เถระไว้เป็น ยอดของพระภิกษุที่ทรงอิทธิฤทธิ์ หากแต่ พระองค์ไม่ทรงยกย่อง อิทธิปาฏิหาริย์เท่ากับ อนุสาสนีปาฏิหาริย์
การใช้เวทมนตร์คาถานั้น ผลสำเร็จ จะเกิดขึ้นได้ ก็อยู่ที่ดวงจิตสำรวมเป็นสมาธิ และสมาธินี้ท่านจัดบาทฐาน แห่ง วิปัสสนาญาณ ถึงแม้หาก ว่าปุถุชนเราจะบรรลุได้อย่างสูงไม่เกินฌานสมาบัติก็ตาม กระนั้นก็สามารถที่จะแสดง อิทธิฤทธิ์ ได้ตามภูมิของตน เช่น พระเทวทัตต์ หนแรกที่เธอได้รูปฌาน เธอก็ยังสามารถบิดเบือน แปลงกายกระทำอวด ให้อชาตสัตรูกุมาร หลงใหลเลื่อมใสได้
ส่วนอารมณ์ของรูปฌานนั้น ท่านใช้กสิณบ้าง ใช้คาถาบริกรรมบ้าง สุดแต่นิสัยของผู้บำเพ็ญปฏิบัติ โดยเฉพาะ ที่ใช้คาถา บริกรรมนั้น ผู้บริกรรม จะรู้ถึงเนื้อความของคาถาที่บริกรรมนั้น หรือไม่ก็ตาม นั่นมิใช่สิ่ง ที่เป็นปัญหาที่สำคัญ เพราะความมุ่งหมายต้องการแต่จะให้สมาธิเท่านั้น
เพื่อผลในทางอิทธิปาฏิหาริย์ที่ตนมุ่งหวังปรารถนา และการทำ สมาธิแบบนี้ ได้เจริญ แพร่หลาย มากขึ้น ได้เกิดมีคณาจารย์มุ่งสั่งสอนเวทมนตร์กัน และได้ดัดแปลงแก้ไขวิธีการทางไสยศาสตร์ ของพราหมณ์มาใช้ โดยคัดตัดตอนเอาเนื้อมนต์ของพราหมณ์นั้นออกเสีย บรรจุพระพุทธมนต์ แทรกเข้าไปแทน เพราะมาคิดเห็นกันว่ามนต์พราหมณ์ยังเรืองอานุภาพถึงอย่างนี้ ถ้าหากว่า เป็นพุทธมนต์ คงจะยิ่งกว่าเป็นแน่
ฉะนั้นในการใช้เวทมนตร์คาถาที่พวกเรา พุทธศาสนิกชนปฏิบัติกันทุกวันนี้ จึงล้วนแล้วแต่เป็นพระพุทธมนต์ที่ท่าน โบราณาจารย์ ดัดแปลง แก้ไขเลียนแบบอย่างวิธีทางลัทธิไสยศาสตร์เดิมมาเท่านั้น หาใช่เป็นลัทธิไสยศาสตร์ ของพราหมณ์ดังที่บางท่านเข้าใจกันไม่
การรวบรวมคัมภีร์พระเวท อย่างจริงจังเกิดขึ้นในสมัย เจ้าพระคุณพระมงคลราชมุนี (สนธิ์) วัดสุทัศน์ฯ แต่เมื่อครั้ง ยังดำรงสมณศักดิ์เป็นพระศรีสัจจญาณมุนีอยู่นั้น พระคุณท่านเป็น ผู้สนใจในศาสตร์ ประเภทนี้อยู่มาก จึงได้พยายามรวบรวมขึ้นไว้ จากสรรพตำราต่างๆ ส่วนมากเป็นของ สมเด็จ พระสังฆราช (แพ) ซึ่งเป็น พระอุปัชฌาจารย์ของท่าน อันได้รับสืบต่อมาจาก สมเด็จพระวันรัต (แดง) ท่านได้ตั้ง ปณิธานที่จะให้วิชาเหล่านี้ได้เผยแพร่ต่อไป เพราะเกรงว่าจะสาบสูญเสียหมด
ในการรวบรวมคัมภีร์พระเวทเหล่านี้
ข้อความบางแห่งพอ ที่จะมี ต้นฉบับสอบทาน ก็ได้จัดการ สอบทานแก้ไข
ให้ถูกต้อง ตาม ต้นฉบับเดิม ซึ่งได้คัดลอกสืบต่อกันมา แต่ก็ยังมีอักขระ
เนื้อมนต์นั้น บางทีก็มีความ คลาดเคลื่อนไปบ้าง สำหรับบทที่หาต้นฉบับ
สอบทานไม่ได้ ก็คงไว้ ตาม รูปเดิม ซึ่งถ้าหากได้ผ่านสายตาท่าน
ผู้รู้ทั้งหลายก็ได้โปรด กรุณา แก้ไข ต่อเติมเสีย ให้ครบถ้วน
เพื่อจะได้เป็นตำราที่ถูกต้องบริบูรณ์ ดุจต้นฉบับ ของเดิม
เพื่อเป็นการเทิดทูน วิทยาการอันประเสริฐ รวมทั้งได้ดำรงคง
อยู่เป็นแนวศึกษาของชั้นหลังสืบต่อไป
ยันต์ ถือว่าเป็น วิชาที่มีมา คู่กับชาติไทยเราแต่ครั้งบรรพกาล เพี้ยน มาจากคำว่า ยัญญ์ เป็นภาษาบาลี แปลว่า สิ่งที่มนุษย์ พึงเซ่น สรวงบูชา ให้มีความสุข ความเจริญ แต่ภาษาไทยเราเปลี่ยนเขียนเป็น ยันต์ ซึ่งหมายถึง รอยเส้น ที่ขีดขวางไปมาสำหรับลง คาถา
เพื่อความชัดเจน ของอักขระ (อักษรที่ลง) ครูอาจารย์สมัยโบราณจึงคิดทำเป็นตารางบ้าง (รูปเคารพ ปูชนียวัตถุต่างๆ บ้าง) แล้วเขียนอักษรลงไปในตารางหรือ รูปภาพที่คิดขึ้น เช่น เสือ สิงห์ หนุมาน ฯลฯ) จึงได้บังเกิดรูปยันต์ต่างๆ ตามที่เรานิยมนับถือกันในปัจจุบันนี้
ยันต์จำเป็นอย่างยิ่งที่ใช้ในวิชาไสยศาสตร์ ไม่ว่าเป็นชาติใด ภาษาใด ที่นับถือความศักดิ์สิทธิ์ ความขลังของ พระเวท คาถาอาคม หรือพุทธมนต์ในศาสนาพุทธก็ใช้ยันต์ เพื่อลงอักขระ (อักษร) หรือตัวเลขด้วยกันทั้งนั้น นอกจากนี้แล้ว การเขียนยันต์ยังปรากฏในตำราทุกชาติทุกภาษาอีกด้วย ถ้าเป็นยันต์พวกอาหรับ ที่แพร่หลาย หรือแม้แต่ยุโรปส่วนใหญ่ มักลงตัวเลขในยันต์ทั้งนั้น (ตัวเลขเป็นเกณฑ์กำลังของดวงดาวต่างๆ)
การลงยันต์เป็นตัวเลข (แท้จริงๆ ก็เป็นเครื่องย่อ ของอักขระอีกทีหนึ่ง เพื่อเป็นการประหยัดเนื้อที่ จึงย่อรวมลงใช้เป็น ตัวเลขแทน เช่น จะเขียนคาถาว่า อะสังวิสุโลปุสะพุภะ (นวหรคุณ) ก็ให้เขียนเลข ๙ ลงไปแทน แล้วภาวนาเพื่อความ มั่นคงแห่งจิต ก็ให้ภาวนาว่า อะสังวิสุโลปุสะพุภะ นั่นเอง ๓ ๕ ๗ ๙ (อาจหลายครั้งก็ได้)
ตำรายันต์ของไทยเราที่เป็นตัวเลข เช่น ยันต์จัตุโร ยันต์โสฬสมงคล ยันต์ตรีนิสิงเห ลงเป็นตัวเลขเช่นกัน ลงพิสดารกว้างขวางมาก ส่วนประเทศในเอเชียมักลงยันต์เป็นตัวอักษรเป็นส่วนมาก (จีน ลาว พม่า ไทย ทิเบต ฯลฯ)
โบราณาจารย์ท่านถือว่า
เส้นยันต์นั้น เปรียบเสมือน
สายรกของพระพุทธเจ้า แล้วแต่นิยม เช่น
ยันต์กลม หมายถึง
พระพักตร์ของพระพุทธเจ้า
หรือของพระพรหม
ยันต์สามเหลี่ยม หมายถึง
พระรัตนตรัย
(คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์) หรือเทพเจ้าทั้งสาม ได้แก่ (พระพรหม
อิศวร พระนารายณ์)
ยันต์สี่เหลี่ยม หมายถึง
ธาตุทั้ง ๔
จตุราริยสัจจ์ ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ (ทุสะนิมะ)
ยันต์บางชนิดทำเป็นรูปเทวดา (เทพ) มนุษย์ รูปหนุมาน
รูปราชสีห์ เสือ และรูปอื่นๆ ซึ่งแล้วแต่คตินิยมของเกจิอาจารย์
มาตั้งแต่สมัยโบราณ
การเขียนยันต์มีข้อห้ามอย่างหนึ่ง คือ ห้ามมิให้ลงอักขระหรือเลข ชนกันหรือก้าวก่ายกันกับ เส้นยันต์เป็นอันขาด มิฉะนั้นยันต์จะเสีย ใช้ไม่ได้
ประเทศไทยเท่าที่พบอักขระ
ที่ใช้ลงในยันต์นั้น เฉพาะ วิชา ไสยศาสตร์ ของไทย ใช้อักษร (อักขระ)
เป็น อักขระขอม เพราะถือ ว่าเป็นอักษรที่ศักดิ์สิทธิ์
จะมีอักษรไทยลงในยันต์อยู่บ้าง ใช้กันแถว ภาคใต้ ลงด้วย "อักขระพระเจ้า
(นอโม ๒๙ ตัว) ซึ่งถือว่าเป็น กำเนิดปฐม อักขระ เช่น อ นอ โม พุ ทอ ธา
ยอ สิ ทอ ธม ออ อา อิ อี อึ อื อุ อู ฤ ฤา ฦ ฦา เอ แอ ไอใอ โอ เอา อำ
อะ ฯ....
ในภาคกลาง ภาคเหนือ และอีสาน ส่วนมาก คงลงเป็น
รูปอักขระขอม ขอมลาว (อักขระธรรม) บางยันต์ก็ใช้ตัวเลขแทน อักขระ
ลงไปหลายๆ คำ ทั้งช่องยันต์ ที่จะลงก็จำกัดที่ จึงใช้เป็นตัวเลขแทน
เช่น จะเขียนหัวใจ นวหรคุณ (อะสังวิสุโลปุสะพุภะ ฯ.........)
ก็ใช้เขียนเลข "๙" แทนลงไป หรือหัวใจอื่นๆ ก็ลงตัวเลขแทน เช่นเดียวกับ
พระ อภิธรรม ๗ คัมภีร์ (สังวิชาปุกะยะปะ ฯ...) เขียน "๗" แทนลงไป
กระจกยันต์
หลวงพ่อวัชระ เอกวัณโณ แห่งวัดถ้ำแฝด ต.เขาน้อย อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ซึ่งได้รับการทอดทอดเวทย์พุทธาคมมาจาก หลวงพ่อสัมฤทธิ์ คัมภีโร ผู้เป็นบุรพาจารย์ ได้พบปัญหาเรื่องราวเกี่ยวกับปัญหาทำเลที่อยู่อาศัยและการทำมาหากินของญาติโยมที่มาปรารถให้ฟังอยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับอาถรรพ์และเหตุความวุ่นวายเกี่ยวกับสถานที่เป็นจำนวนมาก จึงได้นึกถึงตำราจีนโบราณที่ทำ "ยันต์แปดทิศ" ติดกันภัยคุ้มครองและสกัดสิ่งชั่วร้ายให้สะท้อนพ้นไปจากบ้านหรือสำนักงาน
จึงเกิดแนวความคิดในการประยุกต์ทางศิลปลายไทยให้ปรากฏผ่านตัวกลางที่เป็นกระจก ซึ่งเป็นศิลปแขนงหนึ่งที่มีมานานแล้ว เรียกกันทั่วไปว่า Etched Glass ซึ่งปกติจะทำกันบนกระจกใส แต่สำหรับหลวงพ่อวัชระได้มีความคิดริเริ่มนำเอา "ลายยันต์" แบบไทยโบราณซึ่งเป็นภาษาขอม และวิธีการลงเลขยันต์ที่ลี้ลับพิสดารเปี่ยมล้นไปด้วยพลังจากครูบาอาจารย์ผู้เป็นเจ้าของยันต์เหล่านั้น ให้มาปรากฏบนกระจกเงาในรูปแบบ "ยันต์แปดทิศ" ซึ่งมีรูปแบบที่เหมาะสมและดูเหมือนค่อนข้างจะมีมนต์ขลังอีกทั้งเป็นงานศิลปะบนกระจกเงาที่ควรแก่การอนุรักษ์ให้อนุชนคนรุ่นหลังได้ภูมิใจและสืบสานไว้เป็นมรดกของคนไทยสืบต่อไป ทั้งนี้เพื่อมอบให้ไว้กับคนไทยเรา ไว้ใช้ป้องกันภ้ย กันภูติผีปีศาจ ตลอดจนคุณไสย์ต่าง ๆ มิให้มาทำอันตรายคนในบ้าน อีกทั้งช่วยดูดซับเอาทรัพย์สินเงินทองต่าง ๆ ให้ไหลเข้ามาสู่เคหะสถานอีกด้วย
ดังนั้นหลวงพ่อจึงได้กำหนดรูปแบบกระจกยันต์เป็น 2 ชนิดด้วยกัน คือ
1. กระจกแกะลาย
2. กระจกสลักสี
กระจกแก้วสารพัดนึก
เป็นกระจกแกะลายยันต์ "มหามงคล"
ตามคัมภีร์โบราณ
ที่ได้รับการสืบทอดกันมาถึงปัจจุบัน
ในอดีตตั้งแต่โบราณยันต์นี้ใช้เขียนเป็นแผ่นผ้า
สำหรับติดไว้หน้าบ้านหรือบริเวณบ้าน
รวมถึงปากประตูบ้าน
เพื่อป้องกันคุณไสยและสิ่งอัปมงคล
มิให้เข้ากล้ำกรายบริเวณบ้าน
และยังสามารถดึงโชคลาภให้กับเจ้าของบ้านที่นำยันต์นี้มาติดที่บ้าน
จนคณาจารย์ต่างๆ
สมัยอดีตต่างเรียกขานนามยันต์นี้ว่า "ยันต์มหามงคล"
หรือ "ยันต์มงกุฎพระพุทธเจ้า"
อันเป็นต้นกำเนิดของวิชาเสริมดวงเสริมบารมีสะเดาะเคราะห์ต่อชะตาที่รู้จักกันดีในนาม
"พิธีสาวน้ำตาเทียน" ของวัดถ้ำแฝดนั่นเอง
ปัจจุบันพระอาจารย์วัชระ เอกวัณโณ แห่งวัดถ้ำแฝด ต.เขาน้อย อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ผู้ได้รับการสืบทอดพุทธาคมจาก หลวงพ่อสัมฤทธิ์ ได้นำเอายันต์นี้มาลงไว้ในแผ่นกระจก 8 เหลี่ยมแทนผืนผ้า เพื่อให้เป็นแรงสะท้อนสิ่งที่เป็นอัปมงคล ตลอดจนคุณไสย์และแก้อาถรรพ์ กันการกระทำ ป้องกันภูติผีปีศาจ มิให้มาทำอันตรายต่อบุคคลที่อยู่ในบ้าน มิให้เป็นอันตรายต่อผู้ครอบครองยันต์นี้ อีกทั้งยังช่วยดูดซับเอาทรัพย์สินเงินทองและสิ่งอันเป็นมงคลต่างๆให้หลั่งไหลเข้าสู่ตัวบ้านผู้ที่ครอบครองยันต์นี้อีกด้วย
การติดตั้งยันต์
อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด
ติดตั้งบริเวณที่เหมาะสมเหนือศรีษะ บริเวณประตูทางเข้าบ้านหรือหน้าต่างทางสามแพร่ง
จุดธูป 9 ดอก ท่องคาถาบูชาก่อนติดดังนี้
ตั้งนะโม 3 จบ
พุทธังอาราธนานัง ธัมมังอาราธนานัง สังฆังอาราธนานัง
คุณบิดามารดาอาราธนานัง คุณครูบาอาจารย์อาราธนานัง
ขออาราธนาคุณพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆ์เจ้า คุณบิดามารดา คุณครูบาอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชายันต์นี้ ขอบารมีทั้งหลายจงมาเป็นกำแพงแก้วเจ็ดชั้น ป้องกันภัยพิบัติและสิ่งอัปมงคลทั้งหลายทั้งสิบทิศ อย่าได้กล้ำกลายและล่วงล้ำอาณาเขตบริเวณบ้านของข้าพเจ้านี้ และด้วยเดชแห่งบุญบารมีครูบาอาจารย์ของข้าพเจ้า โปรดเมตตาดูดซับเอาสิ่งมงคลทั้งหลายทั้ง 108 ประการเข้ามาไว้ในบ้านของข้าพเจ้าเพื่อเป็นศิริมงคลแก่บ้านของข้าพเจ้าตลอดกาลนานเทอญ .
คาถา
โอมมหากันกัน นะกันนะ จะฉะกันกัน วินาศสันติ
จะมหาลาโภ ลาภผลจงมา ภะวันตุเต
หมายเหตุ อธิษฐานครั้งเดียวก่อนติด
_small1.jpg)
ยันต์สีหราช
หรือ ยันต์สีหราชมหามงคล
เป็นกระจกยันต์ที่ทรงมหาอำนาจ
"
ราชสีห์
"
เป็นจ้าวของสัตว์ป่า
ซึ่งมีอำนาจ บารมี ตะบะ เดชะ
รวมทั้งเมตตามหานิยม
ในตัวของเขาเองโดยธรรมชาติ ครูบาอาจารย์ในสมัยอดีต ไม่ว่าจะเป็น หลวงพ่อเดิม
วัดหนองโพ จังหวัดนครสวรรค์ก็ดี หรือ หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก
จังหวัดอยุธยาก็ดี จนกระทั่งถึงยุคปัจุบันก็มีครูบาอาจารย์หลายท่าน ได้นำเอาราชสีห์
มาทำเป็นวัตถุมงคลตามคัมภีร์โบราณที่สืบทอดกันมา
มีขนาด 8" และ 10"
เหมาะสำหรับพ่อค้าและข้าราชการทั่วไป เพราะเป็นมหาราชมหาเสน่ห์
ติดต่อค้าขายหรือการงานก็ดี
ยันต์
"
ราชสีห์
"
เป็นยันต์ที่ทรงมหาอำนาจ
มีพุทธคุณป้องกันคุณไสยต่างๆและสิ่งอัปมงคล และแก้การกระทำต่างๆ
มิให้กล้ำกลายต่อผู้ครอบครองยันต์นี้ อีกทั้งยังช่วยดูดซับสิ่งอันเป็นมงคลต่าง ๆ
อำนาจ บารมี โชคลาภ เป็นที่เกรงคร้ามแก่บริวาร และแก่คนทั้งหลาย
หลวงพ่อวัชระ เอกวัณโณ จึงได้นำเอา ยันต์ราชสีห์ มาลงไว้ในกระจกแปดเหลี่ยม เพื่อให้ลูกศิษย์ทั่วไปได้มีโอกาสได้บูชา โดยเฉพาะยันต์รุ่นนี้ สวยมาก สวยกว่ารุ่นก่อนๆ เพราะหลวงพ่อควบคุม การแกะกระจก ด้วยตนเองจึงมีความสวยงามและปราณีต อย่างมาก โดดเด่น เข้มขลัง ไม่เหมือนใคร
คาถาบูชา
ราชะสิงโหมหานาถัง นะทันโตสิหะนาทะกัง สิหะสิระเตเชนะ สัตโตปัตโตปะราเชยยัง จะตุทิสังสิละวันตัง รักขิตัพพัง สีหะ สีหา ราชะ ราชา เทวะมะนุสสานัง ปิยะตังสะทาสัพพะศัตรูวินาศสันติ สัพพะเชยยะประสิทธิเม
มหายันต์จันทรประภา
(พระราหูประจำดวง)
ในปัจจุบัน
ผู้คนทั้งหลายต่างก็ประสพเคราะห์กรรมในรูปแบบต่าง ๆ กันมากมาย บางคนดวงอับ อาภัพโชค
เคราะห์ไม่ดี ถูกคุณไสยคุณคน ผีเจ้าเข้าสิง สิ่งอัปมงคลต่าง ๆ เข้ามาสู่เรือนเกิด
พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก ทำการใด ๆ ก็ติดขัดไปหมด เข้าทำนองเคราะห์หามยามร้าย
แม้จะพยายามแก้ไขด้วยการทำบุญในรูปแบบต่าง ๆ แล้วก็ตาม
เหตุการณ์เลวร้ายเหล่านั้นก็ยังคงมีอยู่
มหายันต์จันทประภา หรือพระราหูประจำดวง จึงได้ถูกจัดสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือท่านที่ประสพปัญหาต่าง ๆ ที่รุมเร้าอยู่ให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และจะดียิ่งขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ เมื่อท่านหมั่นสักการะบูชาเป็นประจำทุกวัน เคราะห์หามยามร้ายที่เป็นอยู่จะคลายไป โชคลาภ วาสนา บารมี จะตามมาตามกำลังบุญที่บูชาได้สั่งสมไว้
สิทธิการิยะ ยันต์สุริยประภาและยันต์จันทรประภาทั้งสองยันต์นี้ เป็นพระยายันต์ที่ประเสริฐกว่ายันต์อื่นใดในโลก ถ้าบุคคลผู้ใดปรารถนาสมบัติ พัสดุเงินทองแก้วแหวนทุกประการ จงให้สร้างพระยันต์นี้ขึ้นบูชาเถิด มีตำนานกล่าวมาว่ามีพระฤาษี 2 ตน สถิตย์อยู่ ณ เขายุคนธร ได้พิจารณาเล็งดูมนุษย์ทั้งหลายว่า ในกาลภายหน้าจะมีทุกข์ภัยเวทนา หาสมบัติบ่มิได้ จึงใคร่จะช่วยทุกข์แห่งมนุษย์ทั้งหลายฤาษีตนหนึ่งจึงสร้างยันต์นี้ขึ้นชื่อ สุริยาประภา อีกตนหนึ่งก็สร้างยันต์ จันทรประภา ขึ้น ฯ
พระยันต์ทั้งสองนี้ ผู้ใดนับถือบูชาไว้ มิรู้อดอยากหรือตกทุกข์ได้ยากเลย ให้นับถือบูชาประดุจสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเถิด ฯ
คาถานมัสการยันต์สุริยประภา เมื่อจะใช้ยันต์สุริยประภานั้น ให้เอาคาถานี้นมัสการก่อน 7 ที
เอจักขุ นาฬิเกลา
สุริยประภา ราหูคาหา สัตตะระตะนะ
สัมปันโน มณีโชติ
ระโสยะถา สุวัณณะ รัชชะตะ
สะมิทธา อะหังวันทามิ
เมสะทา ฯ
( ถ้าจะทำให้ผู้อื่นให้เปลี่ยนเป็นเมสะทา
เป็น เตสะทา
พระคาถาสุริยประภานี้เหมาะสำหรับ ผู้เกิดเวลากลางวัน)
คาถาบูชายันต์จันทรประภา เมื่อจะใช้ยันต์จันทรประภานั้น
ให้เอาคาถานี้นมัสการก่อน 7 ที
เอจักขุ นาฬิเกลา จันทรประภา ราหูคาหา สัตตะระตะนะ สัมปันโน มณีโชติ ระโสยะถา สุวัณณะ รัชชะตะ สะมิทธา อะหังวันทามิ เมสะทา ฯ
( ถ้าจะทำให้ผู้อื่นให้เปลี่ยน เมสะทา เป็น เตสะทา พระคาถาจันทรประภานี้เหมาะสำหรับ ผู้เกิดเวลากลางคืน)
วิธีบูชา จุดธูปบูชา 9 ดอก ตั้งนะโม 3 จบ
พุทธังอาราธนานัง ธัมมังอาราธนานัง
สังฆังอาราธนานัง
คุณบิดามารดาอาราธนานัง
คุณครูบาอาจารย์อาราธนานัง
ขออาราธนาคุณพระพุทธเจ้า
พระธรรมเจ้า
พระสงฆ์เจ้า
คุณบิดามารดา
คุณครูบาอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชา
ยันต์นี้
ขอบารมีทั้งหลายจงมาเป็นกำแพงแก้วเจ็ดชั้น
ป้องกันภัยพิบัติและสิ่งอัปมงคลทั้งหลายทั้งสิบทิศ
อย่าได้กล้ำกลายและล่วง
ล้ำอาณาเขตบริเวณบ้านของข้าพเจ้านี้
และด้วยเดชแห่งบุญบารมีครูบาอาจารย์ของข้าพเจ้า
โปรดเมตตาดูดซับเอาสิ่งมงคลทั้งหลาย
ทั้ง
108
ประการเข้ามาไว้ในบ้านของข้าพเจ้าเพื่อเป็นศิริมงคลแก่บ้านของข้าพเจ้าตลอดกาลนานเทอญ
.
ต่อด้วยคาถานมัสการพระราหู
เอกะจักขุ นาฬิเกลา จันทรประภา ราหูคาหา
สัตตะ ระตะนะ สัมปันโน
มณีโชติ ระโสยะถา สุวัณณะ
รัชชะตะ สะมิทธา อะหังวันทามิ
เมสะทาฯ
หากจะอธิษฐานขอสิ่งใด เมื่อสำเร็จตามประสงค์แล้ว ให้จัดอาหารคาว-หวาน รวมกัน 9 อย่าง
ของหวานให้ถวายเป็นสีดำ เช่นขนมเปียกปูน ข้าวเหนียวดำ เป็นต้น
ผู้สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ แผนกวัตถุมงคล โทร. 034-655098 เวลา
8.00-17.00 น.
[กระจกยันต์]
[ยันต์แก้วสารพัดนึก] [ยันต์ราชสีห์]
[ยันต์พระราหู]
[ยันต์พรหมสี่หน้า]
[ยันต์ท้าวเวสสุวรรณ]
[ยันต์พระนารายณ์ทรงครุฑ]