การเปิดพระโอษฐ์
การเปิดพระโอษฐ์ หมายถึงการเชิญองค์บารมีประจำสังขารของตนลงมาประทับร่าง และพาสวดมนต์ไหว้พระปฏิบัติพระกรรมฐานในภาษาดั่งเดิมของเทพ พรหมแต่ละองค์ ซึ่งภาษาเหล่านี้ถ้าเป็นมนุษย์ธรรมดาแล้วจะฟังไม่รู้เรื่อง เว้นแต่ผู้ที่มีองค์เทพพรหมมาปฏิบัติอยู่ด้วยจึงจะเข้าใจความหมาย ภาษาที่เทพพาสวดนั้นมีหลายชาติหลายภาษาเฉกเช่นมนุษย์โลกในปัจจุบัน เช่น ฮินดู ทิเบิต จีน ญวน ลาว มลายู อังกฤษ พม่า เขมร เป็นต้น เพราะเนื่องจากภาษาที่ใช้นั้นเป็นภาษาโบราณครั้งก่อนพุทธกาล เราสามารถรู้ว่าเป็นของชาติใดก็อาศัยฟังจากสำเนียงที่พูดออกมา แต่เจ้าของภาษาในปัจจุบันก็คงฟังไม่ออก เพราะเป็นภาษาโบราณนับพันปีมาแล้วนั่นเอง
ภาษาในภพภูมิต่าง ๆ นั้นย่อมมีภาษาของตนเองแตกต่างกันไป แต่สามารถที่จะสื่อให้เข้าใจกันได้ เช่นประเทศไทยมีหลายภาคหลายภาษา แต่เมื่อพูดออกมาแล้ว แม้ต่างภาคกันก็ย่อมเข้าใจกันได้ เช่น คนภาคอิสานสามารถฟังภาษากลาง ภาษาใต้ และภาษาล้านนา ได้เข้าใจ แต่ไม่อาจพูดได้ชัดเจนเหมือนเจ้าของภาษา เช่นกันกับภาคอื่นก็เข้าใจภาษาอิสานเช่นกัน แต่พูดไม่เป็นเหมือนกัน แต่ฟังแล้วก็เข้าใจกัน
ในภพภูมิต่าง ๆ นั้น เช่น พรหม เทพชั้นสูง เทพ ยักษ์ คนธรรพ์ นาค นาคี บังบด แม่ธรณี พญายมราช ก็ย่อมมีภาษาของตนเองเช่นกัน ดังนั้นมนุษย์เราย่อมเวียนว่ายตายเกิดในภพทั้ง 3 มานานนับไม่ถ้วน ดังนั้นดวงจิตเหล่านี้ย่อมจะจดจำภาษาต่าง ๆ ที่เราเคยใช้มาก่อนได้เป็นอย่างดี เพราะบางชาติเราอาจจะเกิดในแผ่นดินทิเบต จีน ไทย เขมร ลาว ญวน ก็แล้วแต่ หรือเกิดอยู่ในชั้นเทพ ชั้นพรหม ชั้นบาดาล โดยมีหน้าที่ต่าง ๆ กัน และเมื่อถึงเวลามาจุติในมนูษย์โลกนี้ ก็จะมีครูบาอาจารย์ทั้งที่เป็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพระพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์ อริยเทพ เทพเทวดาในระดับต่าง ๆ ติดตามคุ้มครองช่วยเหลือร่างนี้ให้พ้นจากอันตรายทั้งปวง ขณะเดียวกันก็พาร่างนี้สร้างบุญสร้างกุศลสร้างบารมีควบคู่กันไป แม้ละจากโลกนี้ไปก็จะได้จุติในภพภูมิเดิมหรือสูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป
การเปิดพระโอษฐ์เชิญองค์บารมีลงประทับนั้นหาใช่ว่าจะทำให้ร่างนั้นร่างทรงก็หาไม่ เพราะในขณะที่อัญเชิญท่านลงมานั้นเราจะมีสติอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ว่าไม่อาจจะฝืนอาการเหล่านั้นได้ เช่น ขนลุกซู่ชูชัน ปากสวดหรือพูดภาษาที่ฟังไม่ออก มือ แขน ขา มีการขยับในอาการกริยาต่าง ๆ หนักตัว มือไม้ชา เป็นต้น การเปิดพระโอษฐ์นั้นเพื่อ ไล่ผี ปราบมาร ปราบคุณไสย หรือชี้แนะในโชคชะตาราศีแก่ผู้อื่น เทพส่วนมากจะลงมาคุ้มครองร่างของตนเองเท่านั้นโดยจะไม่ยอมช่วยเหลือใคร เพราะว่าเทพแต่ละองค์ท่านจะทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน บางองค์ลงมาเพื่อสร้างบารมีโดยการช่วยเหลือมนุษย์ เช่น รักษาโรคภัยไข้เจ็บ โดยผ่านทางญาณเทพที่อยู่กับร่าง มันจะเกิดความรู้แปลก ๆ ผุดขึ้นมาทางจิต แล้วพูดทายทักออกไปเองโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่การลงประทับทรงอย่างที่เคยเห็น เพราะลักษณะร่างทรงนั้นส่วนใหญ่จะตายแล้วฟื้นขึ้นมา เวลาท่านลงร่างจะมีอาการสั่นอย่างรุนแรงและจะไม่มีสติรู้สึกตัวว่า พูดหรือทำอะไรออกไป จนกว่าญาณเทพจะถอยออกจึงจะเป็นตัวของตัวเอง และมีผู้มาเล่าให้ฟังในภายหลัง ส่วนมากองค์เหล่านี้จะลงมาเพื่อคุ้มครองร่างเท่านั้น บางคนเปิดออกมาแทนที่จะเป็นองค์สังขารบารมี กลับกลายเป็นวิญญาณแฝงเข้ามา อาจจะเป็นวิญญาณทั่วไปหรือเป็นวิญญาณของเจ้ากรรมนายเวรก็ได้
การเปิดพระโอษฐ์หรือเปิดภาษาเทพนั้น ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับบารมีเดิมของแต่ละคน บางคนสามารถพูดได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที แต่บางท่านก็ต้องใช้เวลาสวดยัติให้หลาย ๆ ครั้ง ภาษาที่ได้นั้นจะมีหลายภาษา ขึ้นอยู่กับการขยันเรียนของคนนั้นด้วย ถ้าได้แล้วขี้เกียจเรียนนาน ๆ เข้าก็จะเสื่อมหรือคลายหายไป ถ้าผู้ใดหมั่นฝึกฝนปฏิบัติก็จะพัฒนาก้าวหน้าทั้งในทางโลกและทางธรรมควบคู่กันไป
แม้ว่าจะสามารถเปิดภาษาเทพได้ แต่ก็จะฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง คือไม่เข้าใจภาษานั่นเอง ร่างนั้นก็จะต้องฝึกฝนในขั้นต่อไป คือการสื่อสารเข้าใจในภาษาที่องค์เทพท่านพูด โดยการฝึกฝนทางจิตอย่างที่เราเรียกว่าโทรจิต แม้จะใช้ภาษาใด ๆ ก็เข้าใจได้โดยจิตที่เราเรียกกันว่า นิรุติหรือภาษาศาสตร์ หรือให้องค์บารมีท่านพูดเป็นภาษาไทยเลยหรือสามารถแปลความหมายของภาษาเทพได้นั้น ขึ้นอยู่กับเหตุหลายประการคือ
บารมีเดิมของแต่ละบุคคล -คนมีบารมีมากย่อมสามารถพูดภาษาเทพได้เร็วภายในไม่กี่นาที
สวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ เป็นประจำ- เพื่อปรับสภาวะจิตของเราให้ให้มีคลื่นความถี่ตรงกับสภาวะเทพ
ขยันเรียน ศึกษา ค้นคว้า หาความรู้ -เหมือนคนขยันเรียนก็จบหลักสูตรเร็ว
รู้จักพัฒนาวิชชาความรู้ที่เกิดขึ้นจากจิตให้เกิดประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง
ประโยชน์/การปฏิบัติตน/การฝึกในขั้นสูง