

30
วันรอบโลก![]()
ปารีส
[ฝรั่งเศส]![]()
เริ่มเดินทางกลับทางยุโรปเมื่อ 5 กรกฎาคม 46 ภายหลังจากชมงานฉลองพระพุทธรูปทองคำ หน้าตัก 5 "ของวัดลาวพุทธวงศ์ 2 วัน มหรสพการแสดงก็เป็นคอนเสร์ทลูกทุ่ง หมอลำ การแสดงนาฎศิลป์ลาว ซึ่งได้กล่าวไว้ในตอน วัดลาวพุทธวงศ์มาแล้ว แต่ก็เป็นการแสดงแบบงานวัดบ้านเรา ศิลปินนักร้องนักแสดงก็มาจากเมืองไทยบางส่วน ยังไงก็สู้บรรยากาศงานวัดเมืองไทยสนุกกว่ามาก นั่นคือความแตกต่างที่เห็นได้ชัด แต่เพราะเป็นกิจกรรมในต่างแดน การจะสร้างบรรยากาสให้สมบูรณ์แบบนั้นทำได้ยาก อีกประการหนึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้ค่อนข้างสูง แต่ก็มีรายได้ดีพอสมควร แม้จะคิดค่าผ่านประตูคนละ 5-10 ดอลล่าร์ก็ตาม
บ่ายวันนี้ก็ได้อาศัยทิดสึกใหม่คือ ทิดมั่ง เป็นคนอาสาพาไปส่งยังสนามบิน Dulles international airport ซึ่งอยู่ใกล้ตัวเมืองวอชิงตันประมาณ 40 นาทีในการเดินทาง เมื่อถึงสนามบินก็ได้เดินทางไปเช็คอินที่สายการบินระหว่างประเทศ ของสายการบิน ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ มีคนเข้าคิวพอประมาณ ได้มีเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน 3-4 คนคอยดูแลเรื่องการเข้าคิว และคอยบอกช่องเช็คอินที่ว่างให้กับลูกค้าตลอดเวลา นับว่าเป็นการใส่ใจและการให้บริการกับผู้โดยสารที่ดีมากอย่างหนึ่งที่ได้พบเห็นในสหรัฐอเมริกา ซึ่งต่างจากประเทศไทยหากไม่เคยเดินทางหรืออ่านหนังสือไม่ออก ก็ไม่รู้จะหันไปพึ่งใครได้ เพราะไม่ค่อยมีเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินคอยให้บริการสอบถามหรือคอยแนะนำเรื่องการเช็คอิน ซึ่งใช้เวลาไม่นานก็ได้รับ บอร์ดดิ้งพาส สำหรับขึ้นเครื่องเรียบร้อย
ดังนั้นจึงได้บอกลากับญาติโยมที่ไปส่งและขออนุโมทนาที่ได้ให้การดูแลในระหว่างอยู่ที่วัดเป็นอย่างดี เมื่อไปถึงช่องตรวจคนขาออกเห็นแถวยาวเหยียดหลายแถว และจะมีเจ้าหน้าที่ชาย-หญิงคอยตรวจเช็ค ตั๋วขึ้นเครื่องบินพร้อมพาสปอร์ตว่าถูกต้องหรือไม่ ส่วนกระเป๋าเดินทางก็ถูกผ่านเครื่องเอ็กซ์เรย์ตามปกติ ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย พอเข้าไปแล้วก็จะเข้าไปในรถไฟฟ้า ซึ่งคล้ายตู้รถไฟ แต่มีที่นั่งยาวสองข้าง ตรงกลางใช้เฉพาะยืนเท่านั้น ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า แต่ล้อรถเป็นล้อยางรถยนต์ที่เราเห็นทั่วไป จะวิ่งไปตามแนวคล้ายรางหรือระบบไฟฟ้าที่วางไว้ที่พื้นถนน เข้าสู่ตัวอาคารสำหรับผู้โดยสารขาออก ซึ่งมีอยู่หลายอาคาร ตั้งเด่นเป็นระยะห่าง ๆ กัน การเดินทางจะต้องใช้รถไฟฟ้าเท่านั้น เพราะแต่ละอาคารท่าเทียบเครื่องบินจะอยู่ห่างกันมาก ไม่สามารถเดินทางด้วยการเดินเท้าปกติได้ เนื่องจากไม่มีเส้นทางเดินเชื่อมตัวอาคารแบบสนามบินดอนเมือง ซึ่งแตกต่างจากในยุโรปหรือเอเซีย ที่สามารถเดินติดต่อตัวอาคารต่างๆ ภายในสนามบินได้อย่างทั่วถึงนั่นเอง
ในอาคารที่พักรอการเดินทางนั่นก็เหมือนสนามบินทั่วไป มีร้านอาหาร ดิวตี้ฟรี
ประเภทน้ำหอม บุหรี่ ที่นั่งสำหรับนั่งรอเวลาขึ้นเครื่อง จนเมื่อได้เวลาออกเดินทาง
ทางสนามบินก็ประกาศให้ผู้โดยสารขึ้นเครื่องได้ ก็เป็นไปตามปกติของสนามบินทั่วไป
เที่ยวนี้ก็มีนักศึกษาขึ้นเครื่องมากเช่นกัน
เพราะดูแล้วเป็นวัยหนุ่มสาวที่น่าจะอยู่ในวัยศึกษาที่เดินทางมาเป็นหมู่คณะ
เสียงคุยข้ามกันไปข้ามกันมา เจ้าหน้าที่ของยูไนเต็ดแอร์ไลน์ ส่วนใหญ่จะมีอายุ 40
ขึ้นไปเป็นส่วนใหญ่ ไม่เหมือนการบินไทยที่จะมีวัยหนุ่มสาวเป็นส่วนใหญ่ ที่นั่งก็โอ.เค.
แต่จะมีจอทีวีเล็กติดอยู่ด้านพนักพิงทุกที่นั่งสำหรับชมภาพยนต์หรือสารคดีต่าง ๆ
ทำให้สะดวกในการเลือกชมดูรายการต่าง ๆ
ซึ่งการบินไทยจะมีเฉพาะชั้นธุรกิจขึ้นไปเท่านั้น
รุ่งอรุณที่ปารีส
![]()
การเดินทางเมื่อออกจาก วอชิงตัน ดี.ซี. เห็นเครื่องบินมุ่งสู่ทะเลใหญ่ ทิ้งผืนแผ่นดินอเมริกาห่างออกไปเรื่อย ๆ จนเห็นผืนน้ำเวิ้งว้างไปหมด ดูจากแผนที่ในจอทีวีจึงทราบว่าเป็นมหาสมุทรแอตแลนติคนั่นเอง ซึ่งจุดหมายปลายทางคือ สนามบินชาล เดอร์ โกล ที่ปารีส เพราะเมื่อเครื่องบินเข้าสู่แผ่นดินใหญ่ก็คือตัวทวีปยุโรป โดยฝรั่งเศสเองก็อยู่ติดริมทะเลอยู่ด้วย ใช้ระยะเวลาบินประมาณ 8 ชั่วโมง ซึ่งคงจะถึงฝรั่งเศสในวันรุ่งขึ้น แต่เวลาในอเมริกาและยุโรปแตกต่างกันหลายชั่วโมง ดังนั้นก็ดูรายการทีวีไปเรื่อย ๆ สลับกับการอ่านหนังสือ เพราะถึงจะพยายามนอนก็ไม่หลับ บางทีก็แสนเบื่อหน่ายกับการเดินทางเหมือนกัน
เช้ารุ่งอรุณก็ได้รับการเสริฟอาหารแบบฝรั่ง
ซึ่งคงมีพาสต้าหรือขนมปัง น้ำผลไม้ กาแฟ จนเครื่องได้เวลาร่อนลงสู่สนามบิน ชาล
เดอร์ โกล ก็ผ่านการตรวจเอกสารจากเจ้าหน้าที่ ตม.ของฝรั่งเศส
ซึ่งก็เป็นไปโดยเรียบร้อย เพราะเข้าออกยุโรปบ่อยก็เลยไม่ค่อยถูกซักถามมากนัก
ผ่านการตรวจเอกสารแล้วก็ต้องเดินไปช่องทางรับกระเป๋าเดินทาง
อ่านดูตัวหนังสือเห็นมีแต่หนังสือฝรั่งเศสเป็นส่วนใหญ่ อ่านออกก็คงตัวเลขเท่านั้น
ก็เลยต้องไปดูหน้าจอทีวีภายในสนามบินที่แจ้ง เที่ยวบินกับสายพานลำเลียงกระเป๋า
ต้องเดินขึ้นบันไดเลื่อนขึ้นไปอีกชั้น ปรากฏว่าหลายคนที่ไปรออยู่ก่อนแล้วก็มี
รออยู่นานเกือบ 20 นาที ก็ไม่เห็นกระเป๋าสัมภาระจะเคลื่อนออกมาเสียที
ดูหลายคนก็คงจะหงุดหงิดกับการรอคอย เพราะใช้เวลารอนานมากกว่าสนามบินทั่วไป
สำหรับเรานั้นชินเสียแล้ว
เพราะที่ฝรั่งเศสเป็นเช่นนี้เองช้ามาก เคยรออยู่เกือบชั่วโมงกว่าจะได้กระเป๋า
จนคนรอรับคิดว่าไม่ได้เดินทางมาเสียแล้ว
ดีว่าได้ถามผู้โดยสารที่ออกมาก่อนว่าเห็นมีพระอยู่ด้านในไหม
นั่นแหละจึงใจชื้นขึ้นมาหน่อย
ครั้งนี้ก็เหมือนกันรออยู่เกือบชั่วโมงกว่าจะได้กระเป๋าเดินทาง 2 ใบ
เสร็จแล้วก็เข็นผ่านออกมาทางด้านทางขาออก
ซึ่งก็ต้องผ่านศุลกากรฝรั่งเศสที่ยืนคุมทางออกด้วยกันหลายคน
เห็นบางคนถือประเป๋าเอกสารใบใหญ่ออกมา ก็ถูกตรวจค้นกระเป๋าเหมือนกัน ใจก็หวาด ๆ
เหมือนกันว่าถ้าถูกตรวจแล้ว เราจะแก้ตัวกับเขาอย่างไร
เพราะในกระเป๋าใหญ่มีวัตถุมงคลเลี่ยมไมคอนหลายชิ้น ภาษาฝรั่งเศสก็ไม่ค่อยเป็น
อังกฤษก็งู ๆ ปลา ๆ แต่ก็โชคดีที่ฝรั่งมันไม่สนใจพระอย่างเรา
ก็เลยเข็นประเป๋าออกมาได้โดยสะดวก พบ
Mr. Saynasone Onephandara
ซึ่งเป็นผู้ทำหนังสือนิมนต์ให้มาฝรั่งเศสรอต้อนรับอยู่
Mr.Saynasone Onephandara เป็นชาวลาวที่ไปศึกษาและทำงานอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ทำงานอยู่กับสถานีโทรทัศน์ของฝรั่งเศสในตำแหน่งผู้บริหาร เคยเป็นทูตวัฒนธรรมในประเทศไทย เวียดนาม อเมริกา อังกฤษ เคยทำหน้าที่เป็นนักข่าวสงครามในสมัยตะวันออกกลาง จึงมีความรู้ในด้านภาษาต่าง ๆ หลายภาษา สามารถพูดภาษาไทยได้ดี เป็นพุทธศาสนิกชนที่มีความศรัทธาและมั่นคงต่อพระรัตนตรัยมาตลอดแม้จะอยู่ในต่างประเทศมานาน จึงมีความเลื่อมใสได้เป็นผู้นิมนต์ให้เดินทางมาโปรดญาติโยมในยุโรปมา 2-3 ปีแล้ว ต้องขออนุโมทนาในกุศลเจตนาของ คุณสรณสอนและครอบครัวมา ณ โอกาสนี้ด้วย ดังนั้นเมื่อถึงลานจอดรถจึงได้จัดของเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย ใช้เวลาเดินทางจากสนามบินไปยังบ้านพักซึ่งอยู่ชานเมืองปารีส ใกล้กับดิสนี่แลนด์ ประมาณ 30 นาทีถนนหนทางฝรั่งเศสก็เหมือนเมืองใหญ่ที่ทันสมัยทั่วไป ถนนไฮท์เวย์รอบชานเมืองก็มักจะมีความคล่องตัว แต่ถ้าในปารีสก็คล้ายกรุงเทพฯ คือรถค่อนข้างติดขัดพอสมควร หลังจากได้จัดอาหารเช้าซึ่งเป็นก๋วยเตี๋ยวญวนพร้อมกาแฟให้ฉันแล้ว ก็เลยถือโอกาสพักผ่อนให้เต็มที่ในตอนบ่าย
ฝรั่งเศส
![]()
ประเทศฝรั่งเศส
มีพื้นที่ประมาณ 547,000 ตร.กม. นับเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปตะวันตก (ประมาณเกือบหนึ่งในห้าของพื้นที่ของสหภาพยุโรป)
อีกทั้งยังมีพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่กินอาณาบริเวณกว้างขวาง (เขตเศรษฐกิจจำเพาะมีพื้นที่ทั้งสิ้น
11 ล้านตารางกิโลเมตร) หรือมากกว่าประเทศไทย 132,000 ตร.กม.
ประชากร 60.7 ล้านคน รูปร่างของประเทศคล้ายรูปหกเหลี่ยม ซึ่งนับว่ามีพื้นที่และประชากรใกล้เคียงกับประเทศไทย ภาษาประจำชาติคือ ฝรั่งเศส
และภาษาท้องถิ่นในบางพื้นที่ เวลาจะแตกต่างกับประเทศไทย คือเร็วกว่าประเทศไทย 5-6
ชม. แล้วแต่ฤดูกาล สกุลเงินที่ใช้ในปัจจุบันคือ ยูโร ทิศเหนือติดทะเลเหนือ อังกฤษ-เบลเยี่ยมและเยอรมัน
ทิศใต้ติดสเปญ ทิศตะวันออกติดสวิสและอิตาลีและทะเลเมดิเตอร์เรนียน
ทิศตะวันตกติดมหาสมุทรแอตแลนติก แบ่งออกเป็น 22 แคว้น
ภูมิประเทศ
พื้นที่ประมาณสองในสามของประเทศฝรั่งเศสเป็นที่ราบ เทือกเขาที่สำคัญได้แก่ เทือกเขาแอล์ปซึ่งมียอดเขาที่สูงที่สุดในยุโรป คือ ยอดเขามงต์บลองก์ (Mont-Blanc) สูง 4,807 เมตร เทือกเขาปิเรเนส์ เทือกเขาจูรา เทือกเขาอาร์แดนส์ เทือกเขามาสซิฟ ซองทราลและเทือกเขาโวจช์ ประเทศฝรั่งเศสมีชายฝั่งทะเลอยู่ถึง 4 ด้าน คิดเป็นความยาวรวมทั้งสิ้น 5,500 กิโลเมตร (ทะเลเหนือ ช่องแคบอังกฤษ มหาสมุทรแอตแลนติกและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ภูมิอากาศ
มี 3 แบบคือ
สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
- อุทยานแห่งชาติ 7 แห่ง
- ป่าสงวน 132 แห่ง
- เขตรักษาพันธุ์พืชและสัตว์ป่า 463 แห่ง
- รวมทั้งประกาศให้พื้นที่อีก 389
แห่งเป็นเขตอนุรักษ์อยู่ภายใต้การดูแลของสถาบันอนุรักษ์ชายฝั่งทะเล
- นอกจากนี้ยังมีอุทยานธรรมชาติตามภูมิภาคต่างๆอีกกว่า 35
แห่งซึ่งกินพื้นที่กว่าร้อยละ 7 ของประเทศ
งบประมาณจำนวน 2.211
หมื่นล้านยูโรได้รับการจัดสรรเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
และเมื่อคิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อประชากรจะเท่ากับ 378 ยูโร ทั้งนี้ 3 ส่วน 4
ของเงินข้างต้นจะเป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องของการบำบัดน้ำเสียและการจัดการของเสียต่างๆ
ในระดับนานาชาติ ฝรั่งเศสเป็นภาคีของสนธิสัญญาและอนุสัญญาทางด้านสิ่งแวดล้อมหลายฉบับ รวมทั้งอนุสัญญาของสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพและการแปรสภาพเป็นทะเลทราย
ประชากร
ประชากรจำนวน 60.7 ล้านคน (ปี 2001)
ความหนาแน่นของประชากร 107 คนต่อตารางกิโลเมตร
เมืองมีประชากรมากกว่า 150,000 คนมีถึง 52 เมือง
เมืองที่มีประชากรมากที่สุดห้าอันดับแรกคือ
| เมือง | จำนวนประชากร | |
| 1 | ปารีส | 9.8 ล้านคน |
| 2 | ลียง | 1.4 ล้านคน |
| 3 | มาร์เซยย์และเอกซ์-ออง-โพรวองซ์ | 1.4 ล้านคน |
| 4 | ลีลล์ | 1.1 ล้านคน |
| 5 | ตูลูส | 9 แสนคน |
สาธารณรัฐฝรั่งเศสประกอบด้วย
เมื่อพูดถึงฝรั่งเศสคนทั่วไปจะนึกถึงเมืองแห่งน้ำหอม
เมืองแห่งไวน์ แชมเปญที่ดีที่สุดในโลก แฟชั่นและอาหาร
ซึ่งฝรั่งเศสมีชื่อเสียงเป็นหนึ่งไม่รองใครเหมือนกัน
นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าแห่งไฮโดรลิค และเทคโนโลยี่ด้านการก่อสร้าง
รถไฟยูโรสตาร์
ซึ่งเป็นรถไฟที่มีความเร็วสูงที่สุดในโลก
270 กม/ชม
วิ่งลอดอุโมงค์ใต้ทะเลระหว่าง อังกฤษ-ฝรั่งเศส โดยใช้เวลาประมาณ 3 ชม.
ปัจจุบันได้มีการปรับปรุงรางรถไฟในประเทศอังกฤษให้ได้มาตรฐานเท่ากับฝรั่งเศส
จะทำให้ย่นเวลาเหลือ 2.5 ชม. เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีเครื่องบิน
Concorde ที่เยี่ยมยอดมีความเร็วเหนือเสียง
แต่ปรากฏว่าในปี 2546 เกิดปัญหาเครื่องบินตก ทำให้ต้องพิจารณางดบินชั่วคราว
ประกอบกับค่าใช้จ่ายสูง ไม่ค่อยมีผู้ใช้บริการ
สำหรับท่านที่ประสงค์จะไปเยี่ยมชม ฝรั่งเศสนั้นช่วงที่เหมาะสมที่สุด คือ
ฤดูใบไม้ผลิประมาณมีนาคม-พฤษภาคม อุณหภูมิปกติ 10-15 องศา C
ส่วนช่วงฤดูร้อนประมาณเดือน กรกฏาคม-กันยายน อุณหภูมิประมาณ 20-25
องศา C

รถไฟของฝรั่งเศสได้ชื่อว่าดีที่สุดในโลก เพราะตรงเวลา สะอาด และรวดเร็ว ส่วนใหญ่จะเรียกรถด่วนนี้ว่า เตเชเว่ TGV ซึ่งจะวิ่งระหว่างเมืองใหญ่หรือระหว่างประเทศ แต่ถ้าเป็นภายในกรุงปารีสจะมีรถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งเรียกกันย่อ ๆ เมโทร ในปารีสมี 14 สาย มากกว่า 300 สถานี นับเป็นการขนส่งมวลชนที่สะดวกและรวดเร็วมาก เส้นทางต่าง ๆ เจาะเป็นอุโมงค์ในระดับต่าง ๆ เหมือนรังผึ้ง ความสูงจากพื้นระดับถนนไม้ต่ำกว่า 50 เมตร เวลาจะขึ้นรถไฟต้องสังเกตุให้ดี ซึ่งประเทศไทยเราก็คงจะได้ทดลองใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดินเหมือนอย่างอารยะประเทศในเร็ว ๆ นี้ สังเกตุดูความสะอาดของรถไฟ เตเชเว่ ดูว่าน่านั่งกว่ารถไฟไทยมาก ๆ เพราะนอกจากปารีสแล้วเมืองใหญ่ ๆ ในฝรั่งเศส เช่น ลิลล์ ลียง มาร์แซยย์ ตูลุส สตราบูร์ก และรวง ก็มีรถไฟฟ้าใต้ดินเหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีขบวนรถไฟต่อไปยังเมืองใหญ่ของประเทศข้างเคียง เช่น เบลเยี่ยม เนเธอแลนด์ เยอรมัน สเปน อังกฤษ นับว่าสะดวกรวดเร็วทันใจ ดังนั้นถ้าใครไปยุโรปต้องศึกษาเส้นทางเดินรถให้เป็น เพราะราคาถูกและสะดวกรวดเร็วกว่าการขนส่งอย่างอื่น ดังนั้นหากมีโอกาสคงจะได้มาเล่าสู่กันฟังในโอกาสต่อไป เพราะแต่ละประเทศมีดินแดนกว้างใหญ่ เกินกว่าที่จะเขียนให้จบในเวลาสั้น ๆ
ปารีส
![]()

ปารีสเป็นเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศส เป็นนครแห่งความหลังที่เป็นที่รู้จักกันดีของชาวโลก เป็นดินแดนที่ใฝ่ฝันของนักท่องเที่ยวที่มาในยุโรป เพราะเป็นดินแดนที่มีประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่และยาวนาน ซึ่งหากมีโอกาสจะได้กล่าวถึงกำเนิดของประเทศฝรั่งเศสในโอกาสต่อไป สิ่งที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีของนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกก็คือ หอไอเฟล และ พระราชวังแวร์ซายส์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ประตูชัยของจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 หรือการล่องแม่น้ำแซน ล้วนแต่เป็นมนต์ขลังที่รู้จักกันดีของคนทั้งโลก
การเดินทางในปารีสที่สะดวกที่สุดคือการใช้รถไฟฟ้าใต้ดิน หรือเรียกง่าย ๆ ว่า เมโทร Metro และรถไฟฟ้าใต้ดินด่วนออกไปยังรอบนอกปารีส ที่เรียกว่า RER
เช้าวันรุ่งขึ้น
คุณสรณสอน ผู้มีจิตศรัทธาได้พาเดินทางไปยังสนามบินชาลล์ เดอร์ โกลล์
อีกครั้งหนึ่งเพื่อขึ้นเครื่องไปยัง ฮัมบวกส์ เพราะนัดโยมแขกไว้ว่า 6-7
จะขึ้นไปเยอรมันเพื่อโปรดญาติโยมที่นั่น
ซึ่งได้มีการติดต่อกันเป็นระยะมาตั้งแต่อยู่เมืองไทยจนไปถึงสหรัฐเพื่อยืนยันความแน่นอนในการเดินทางอีกครั้งหนึ่ง
ปรากฏว่ามีปัญหาเรื่องการเดินทางเพราะเวลาที่จำกัด หากไปทางรถไฟจากปารีส-ฮัมบวกส์จะต้องใช้เวลา
7-8 ชม. เธอก็เลยรับเป็นเจ้าภาพติดต่อซื้อตั๋วเครื่องบิน ลุฟฮันซ่า
ให้เพราะราคาถูกกว่าของแอร์ฟรานส์มาก
กว่าจะได้ตั๋วที่แน่นอนก็พอดีเข้ามาถึงฝรั่งเศสพอดี
หลังจากฉันกาแฟและอาหารว่างแล้วก็เตรียมตัวเดินทางไปสนามบินโดยเบ็นซ์ของคุณสรณสอน
การเดินทางก็สะดวกพอสมควรเพราะบ้านพักห่างจากสนามบินประมาณ 30 นาที
รถติดบ้างนิดหน่อยในเมืองใหญ่แต่ไม่มาก
เพราะสนามบินอยู่นอกกรุงปารีสนั่นเอง แต่มาเที่ยวนี้อากาศที่ปารีสร้อนมาก
บางวันถึง 38 องศา C ร้อนพอ ๆ กับเมืองไทย
ทุกคนบ่นด้วยความหงุดงิดพอสมควร เพราะปกติอุณหภูมิควรจะเป็น 20-25
องศาเท่านั้น ก็เลยร้อนผิดปกติมากไปหน่อย
เมื่อเข้าสู่ตัวอาคารสนามบินก็เข้าไปติดต่อเอาตั๋วที่บู๊ธของ ลุฟฮันซ่า
ก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
เพราะทางเยอรมันได้ถวายค่าตั๋วเครื่องบินไว้เรียบร้อยแล้ว
เพียงแต่มารับตั๋วที่ปารีสได้ทันที
เมื่อดำเนินการเช็คอินเรียบร้อยก็เลยเข้าสู่ส่วนในของสนามบินเทอร์มินัล 1
ซึ่งมีสะพานสายพานยาวมากต้องไปนั่งรออยู่นานเป็นชั่วโมงเพราะมาก่อนเวลา
และเกรงใจผู้ที่มาส่ง
หลังจากผ่านการตรวจเช็คเรียบร้อยก็ได้มานั่งรออยู่ที่พักผู้โดยสาร
ซึ่งสภาพโดยทั่วไปเป็นอาคารโปร่งทรงกลม มีประตูเข้าออกหลายประตูด้วยกัน
ทำให้มองเห็นทิวทัศน์รอบ ๆ สนามบินได้ดีเหมือนกัน
ไม่เหมือนดอนเมืองเราจะมองเห็นจากจุดที่นั่งเพียงด้านเดียวเท่านั้น
เมื่อได้เวลาขึ้นเครื่องบินก็เห็นเครื่องบินเล็ก 2 เครื่องยนต์จอดรออยู่ เวลาจะขึ้นเครื่องต้องเดินลงบันไดจากตัวอาคารไปที่พื้นสนามบิน แล้วเดินขึ้นเครื่องเอง เพราะเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศที่มีผู้โดยสารไม่มาก ไม่เหมือนกับ แอร์ฟรานส์ ที่จะเป็นเครื่องบินใหญ่ที่มีผู้โดยสารมากกว่า แต่ราคาแพงกว่าเท่าตัว ไม่ได้ขึ้นเครื่องบินเล็กมานานก็เลยรู้สึกเสียว ๆ อยู่เหมือนกันว่ามันจะปลอดภัยไหมหนอ แต่เมื่อเข้าไปสู่ที่นั่งแล้วก็รู้สึกธรรมดา เพราะเวลามองจากภายนอกรู้สึกมันเล็กเมื่อเทียบกับ แอร์บัสที่เคยนั่ง เมื่อคนโดยสารขึ้นเรียบร้อย เครื่องบินก็เริ่มส่งเสียงดังและขับเคลื่อนสู่ลู่วิ่งต่อไป จุดหมายปลายทางคือ ฮัมส์บวกส์
[บน] [30 วันรอบโลก] [วัดลาวพุทธวงศ์] [วอชิงตัน ดีซี] [ถ้ำLuray Caverns] [ปารีส]