Around the World with Thai Airways International

Around the World with Thai Airways International

30 วันรอบโลก


           สืบเนื่องมาจากการเดินทางไปต่างประเทศเป็นประจำ มักจะถูกตั้งคำถามอยู่เสมอว่า ต่างประเทศเป็นอย่างไรบ้าง ได้ไปปฏิบัติศาสนกิจอย่างไร  ผมหรือหนูจะขอติดตามหลวงพ่อไปบ้างได้ไม๊ ฯล บางครั้งได้มีโอกาสเทศน์หรือบรรยายธรรม ก็มักจะได้ถือโอกาสเล่าประสพการณ์ต่าง ๆ ที่ได้พบเห็น ไม่ว่าในเรื่องของการเผยแพร่พระศาสนา ปัญหาของคนไทยในต่างแดน ข้อคิดเห็นตามสายตาสั้น ๆ ที่ปรารถนาจะให้คนไทยและศาสนาพุทธมีความเจริญรุ่งเรืองควบคู่กันไปในต่างแดน

              ดังนั้นจึงมีความคิดที่จะถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ออกมาเป็นตัวหนังสือเพื่อให้ได้มีโอกาสศึกษากันอย่างกว้างขวาง ความคิดเห็นบางอย่างเป็นทัศนะส่วนตัว ซึ่งอาจจะถูกหรือผิดบ้างก็ตามก็ต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วย โดยเฉพาะบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างถึงโดยที่เจ้าตัวไม่ทราบมาก่อนก็ดี ตลอดจนภาพประกอบเรื่องราวบางอย่างก็ได้ก๊อปมาจากเว็บไซด์การบินไทย เพราะการเดินทางเที่ยวนี้ซื้อตั๋วโดยสารผ่านทาง การบินไทย และเดินทางกับ ยูเอ.ในช่วงสหรัฐอเมริกา แต่ก็กลับการบินไทยอยู่ดี

 

          เมื่อได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศในครั้งแรกนั้นรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะเคยคิดแต่ไม่เคยฝัน และไม่คาดหวังมาก่อนว่าจะมีวันนี้ สมัยที่ยังทำงานอยู่เห็นผู้บังคับบัญชาในที่ทำงานได้มีโอกาสเดินทางไปทัวส์ต่างประเทศบ่อย เมื่อกลับมาก็จะนำเรื่องราวต่าง ๆ ที่ได้พบเห็นมาเล่าให้ลูกน้องฟัง เราก็รู้สึกตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจกับภาพที่นำมาให้พวกเราได้ดู

 

          เมื่อได้มีโอกาสมาบวชอยู่ที่วัดถ้ำแฝด หลวงพ่อสัมฤทธิ์ท่านก็มักจะเดินทางไปต่างประเทศบ่อย ๆ โดยเฉพาะ มาเลเซียและสิงคโปร์ ด้วยมีลูกศิษย์ลูกหาเป็นชาวต่างประเทศเหล่านั้นได้นิมนต์ให้ไปประกอบพิธีทางศาสนายังญาติสนิทมิตรสหายของตน ก็รู้สึกยินดีไปกับท่านด้วยว่าเรามีครูบาอาจารย์เป็นผู้มีชื่อเสียงไกลไปถึงต่างแดน

 

          ตอนนั้นก็ยังเป็นพระนวกะคือพระใหม่ที่ยังไม่ครบ 5 พรรษาเลย ก็ธุดงค์บ้างกลับมาช่วยงานวัดบ้างตามโอกาส จนกระทั่งท่านเริ่มโครงการก่อสร้าง เจ้าแม่กวนอิม นั่นแหละจึงหมดโอกาสเดินทางไปแสวงหาโมกขธรรม เวลาที่ท่านไม่อยู่ก็มักจะมอบภาระดูแลวัดให้กับพระอาจารย์สุบรรณ ซึ่งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสและเป็นพระกรรมวาจาของเราเองนั่นแหละเป็นผู้ต้อนรับญาติโยมแทนท่าน ก็ได้แต่ช่วยเหลือกิจการงานวัดเท่าที่จะอำนวย จนต่อมาอาจารย์สุบรรณท่านถูกญาติโยมที่ บ้านหัวสะพาน อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์นิมนต์ไปเป็นเจ้าอาวาสที่บ้านเดิมของท่าน จึงได้รับความไว้วางใจจากหลวงพ่อให้ดูแลวัดแทนท่านยามไปต่างประเทศ

 

          บวชมาได้ 3 ปี จบนักธรรมเอก ในปีที่ 4 หลวงพ่อท่านมีเมตตาจะให้เดินทางไปแสวงบุญที่ประเทศอินเดียกับคณะสงฆ์จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมีพระธรรมคุณาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดฯเป็นหัวหน้าคณะเดินทาง ซึ่งบางครั้งมีพระสงฆ์และฆราวาสร่วมเดินทางถึง 100 คนเศษ ก็รู้สึกเกรงใจท่านเพราะค่าเดินทางกว่า 30,000 บาท เป็นเงินที่ไม่น้อยสำหรับเราเลยทีเดียว ก็เลยกราบขอบพระคุณในความเมตตาของท่าน แต่ได้ปฏิเสธท่านไปเพราะเสียดายเงิน เพราะท่านมีภาระค่าใช้จ่ายในวัดหลาย ๆ อย่าง

 

          ในปีต่อมา พระมหาปราโมทย์ ปโมทิโต ปัจจุบันเป็นรองเจ้าคณะอำเภอท่าม่วงและเจ้าอาวาสวัดบ้านถ้ำ ได้มาชักชวนและขออนุญาตหลวงพ่อสัมฤทธิ์ให้เราได้เดินทางไปร่วมงาน ทอดกฐินที่ ประเทศศรีลังกา โดยมีท่านเจ้าคุณฯ วัดพระปฐมเจดีย์ เป็นหัวหน้าคณะ หลวงพ่อจึงคาดคั้นให้ไปเพราะเห็นว่ามีประโยชน์ที่จะได้เดินทางไปดูงานของคณะสงฆ์ ในประเทศศรีลังกา อีกทั้งค่าใช้จ่ายเพียงประมาณ 20,000 บาทเท่านั้น ก็เลยตัดสินใจน้อมรับความเมตตาตรงนั้น จึงนับได้ว่าเป็นประสบการณ์ครั้งแรกในการเดินทางไปต่างประเทศ โดยศรีลังกาแอร์

การปฏิบัติศาสนกิจในต่างประเทศ
 

          การเดินทางไปต่างประเทศของพระสงฆ์นั้นต้องเข้าใจเสียก่อนว่าไม่ง่ายเหมือนฆราวาส เริ่มต้นจากการทำพาสปอร์ต จะต้องทำหนังสือขออนุมัติจากคณะกรรมการ (ศตพ) ศูนย์ควบคุมพระเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งจะต้องแจ้งรายละเอียดส่วนตัว และจะต้องบวชได้อย่างต่ำ 5 พรรษาขึ้นไป ต่ำกว่านั้นก็จะต้องมีหนังสือรับรองจากหัวหน้าคณะฯประกอบ เดินทางตามลำพังองค์เดียวไม่ได้ อีกทั้งได้รับความเห็นชอบจาก เจ้าอาวาส  เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค และคณะกรรมการ ศตพ เมื่อได้รับการอนุมัติเรียบร้อยแล้ว จึงจะนำหลักฐานการอนุมัติจากทางคณะสงฆ์ไปยื่นเรื่องราวขอพาสปอร์ตจากกระทรวงต่างประเทศต่อไป อายุพาสปอร์ต 5 ปี

 

          แต่ปัจจุบันยากขึ้นไปอีก หากเป็นกิจนิมนต์ส่วนตัวจากต่างประเทศ จะต้องมีหนังสือนิมนต์เป็นการเฉพาะและจะต้องถวายค่าใช้จ่ายในระหว่างการเดินทางทั้งหมด พร้อมด้วยหลักฐานภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผู้นิมนต์ เช่น ดร๊าฟท์ต่างประเทศ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อตั๋วเครื่องบิน ซึ่งเป็นนโยบายของคณะสงฆ์ที่สนองต่อนโยบายของรัฐในช่วงเศรษฐกิจของโลกทดถอยและประเทศไทยถูกโจมตีค่าเงินบาทอย่างรุนแรง จนฐานะการเงินประเทศประสพปัญหาวิกฤติ ได้เรียกร้องให้คนในชาติช่วยกันประหยัด ส่วนหนึ่งคือรณณรงค์ให้คนไทยงดเดินทางไปต่างประเทศโดยไม่จำเป็น เพื่อสงวนเงินตราต่างประเทศไว้ ทำให้คณะสงฆ์ร่วมรณณรงค์ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และปัจจุบันพาสปอร์ตที่ได้รับอนุมัติมีอายุสั้นเพียง 2 ปี เพื่อควบคุมความประพฤติของพระสงฆ์ที่มีปัญหา ซึ่งอาจถูกงดไม่ให้เดินทางไปต่างประเทศ และทุกครั้งที่เดินทางไปต่างประเทศจะต้องขออนุมัติผ่าน ศตพ ทุกครั้งเช่นกัน นี่คือความยากของพระสงฆ์ เว้นแต่พระธรรมทูตที่ผ่านการอบรมจะมีสิทธิพิเศษถือพาสปอร์ตสีน้ำเงินของราชการจะมีอายุ 5-10 ปี และไปต่างประเทศได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าในกลุ่มประเทศที่มีข้อตกลง 90 วัน นอกจากนั้นแล้วจะต้องทำเรื่องขอวีซ่าผ่านทางสถานทูตของแต่ละประเทศเหมือนบุคคลทั่วไป กว่าจะได้รับวีซ่าก็ถูกสัมภาษณ์ซักไซ้ไล่เรียงจากเจ้าหน้าที่สถานทูตอีกมากมาย ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ไทยก็พอทำเนา ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ต่างชาติเลยก็ต้องมีล่ามบ้าง แต่ถ้าภาษาของท่านดีก็พูดกันรู้เรื่องดี เพราะการพิจารณาอนุมัติวีซ่าก็ต้องรอฟังผลอีกต่างหาก บางสถานทูตยื่นเช้า บ่ายก็รู้ผลเลย บางแห่งก็ 1-2 วัน ถ้าไม่ผ่านก็ถูกเรียกเอกสารเพิ่มเติมอีก เช่น ตั๋วเครื่องบิน หลักฐานทางการเงินของผู้รับรองในต่างประเทศ-สำเนาพาสปอร์ต-หนังสือรับรองรายได้-หนังสือรับรองจากเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นของผู้รับรอง-หนังสือนิมนต์ระบุวัตถุประสงค์ ระยะเวลา รับรองค่าใช้จ่ายและการรักษาพยาบาล หนังสือประกันสุขภาพการเดินทางในต่างประเทศ จากบริษัทฯที่สถานทูตรับรอง ถ้ามีครบถ้วนตามนี้ก็คงไม่มีปัญหา คือได้วีซ่าเดินทางแน่นอน

 

          สำหรับประเทศ สหรัฐอเมริกา พระสงฆ์ที่จะเดินทางไปนั้นจะต้องได้รับการพิจารณาเห็นชอบจาก สมัชชาสงฆ์ไทยอีกต่างหาก เพราะในสหรัฐนั้นมีวัดและสำนักสงฆ์ประมาณ 100 แห่ง ทำให้มีพระสงฆ์เดินทางเข้าไปเป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งก็ประพฤติตนในทางมิชอบ หนีวีซ่าบ้าง หนีสึกไปมีครอบครัว ทำให้เกิดปัญหาในด้านภาพพจน์ของคณะสงฆ์ไทย จึงได้มีมาตรการร่วมกันในการพิจารณาออกวีซ่าให้กับพระโดยเฉพาะ

 

          การปฏิบัติศาสนกิจของพระสงฆ์ในต่างประเทศนั้น โดยทั่วไปก็คงคล้าย ๆ กัน คือเจริญพุทธมนต์ ทำบุญใส่บาตร ถวายสังฆทาน ฟังพระธรรมเทศนา นอกนั้นก็เป็นการสงเคราะห์ตามศรัทธาหรือประเพณีวัฒนธรรมไทย เช่น การเจิมป้าย เจิมบ้านใหม่ พรมน้ำพุทธมนต์ เพื่อให้เกิดความเป็นศิริมงคล ซึ่งปกติวัดไทยในต่างแดนก็เป็นที่พึ่งของศรัทธาชาวพุทธทั่วไปอยู่แล้ว แต่บางทีท่านทั้งหลายเหล่านั้นก็มีศรัทธาในครูบาอาจารย์ในเมืองไทยเป็นการเฉพาะ ก็จะนิมนต์ให้เดินทางไปโปรดหมู่คณะในที่ต่าง ๆ เป็นกรณีพิเศษ จึงทำให้มีพระสงฆ์ไทยหมุนเวียนเดินทางไปในประเทศต่าง ๆ เป็นจำนวนมากพอสมควรเช่นกัน

 

จุดประสงค์ในการเดินทาง

 

          ครั้งแรกในการเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจในต่างประเทศนั้นเริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2540 ที่ประเทศมาเลเซีย และต่อจากนั้นก็ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งในช่วงแรก ๆ เกือบทุกเดือน ต่อมาก็เดือนเว้นเดือน เพราะภารกิจในวัดและศรัทธาญาติโยมที่มาหาที่วัดมีมากขึ้นเรื่อย ๆ สาเหตุที่ไปนั้นก็เพื่อบอกบุญชาวพุทธในประเทศต่าง ๆ ได้มีส่วนร่วมในการสร้างมณฑปหลวงพ่อสัมฤทธิ์ ศาลาปฏิบัติธรรมหลังใหญ่ และวิหารเจ้าแม่กวนอิม เพราะช่วงหลังเศรษฐกิจในประเทศค่อนข้างวิกฤติ ทำให้แรงศรัทธาการทำบุญในประเทศลดลงไปมาก จึงต้องอาศัยเงินตราต่างประเทศเข้ามาช่วยเสริมอีกทางหนึ่ง

 

          ดังนั้นการเดินทางไปต่างประเทศของเรานั้น จึงไม่ใช่การไปเที่ยว หรือ นำเอาเงินญาติโยมไปใช้จ่ายในทางที่ผิด เพราะค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทางลูกศิษย์ต่างประเทศจะเป็นผู้ให้การรับรองทั้งหมด หากมีเวลาว่างก็จะพาไปชมสถานที่สำคัญในเมืองต่าง ๆ ที่ผ่านไป หลายปีที่ผ่านมาจึงได้มีโอกาสแวะชมเมืองต่าง ๆ ในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์จนเกือบทั่วประเทศ เพราะไปไกลถึงซาร์บาร์ ซึ่งเป็นเกาะใหญ่บนเกาะบอร์เนียวและเป็นส่วนหนึ่งของมาเลเซียที่อยู่ใกล้ฟิลิปปินส์ ที่มีข่าวนักรบอาบูซายาปบุกเข้าไปจับนักท่องเที่ยวต่างชาติเรียกค่าไถ่ตัวประกัน ซึ่งจะต้องนั่งเครื่องบินจากกัวลาลัมเปอร์ไปอีกประมาณ 2 ชั่วโมงเศษ

 

          ในปี พ.ศ. 2543 ภารกิจการก่อสร้างเบาบางลง จึงได้รับนิมนต์จากญาติโยมในประเทศยุโรป อันได้แก่ ฮอลแลนด์ เบลเยี่ยม เยอรมัน เดนมาร์ก นอร์เวย์ ซึ่งมักจะมาเยี่ยมเยียนที่วัดเป็นประจำ แต่ช่วงแรก ๆ ภาระการก่อสร้างค่อนข้างมาก จึงยังไม่กล้ารับนิมนต์ เพราะการเดินทางไปยุโรปนั้นอย่างน้อยต้องใช้เวลาประมาณ 1 เดือนเป็นอย่างต่ำ เนื่องจากมีคนไทยที่ทราบกิตติศัพท์มีศรัทธาอยากให้ไปเยี่ยมเยียนเป็นจำนวนมากนั่นเอง

 

          ภารกิจที่ได้ไปสงเคราะห์ญาติโยมในต่างประเทศนั้นพอสรุปได้ดังนี้

1.   เจริญพุทธมนต์ ทำบุญใส่บาตร ถวายสังฆทาน ถวายภัตตาหาร

2.   ทำพิธีเสริมดวงเสริมบารมี สะเดาะเคราะห์ ต่อชะตา ด้วยการสาวน้ำตาเทียนหรือการ ครอบมงกุฎฯพระเจ้า

3.   รักษาโรคแก้ไขวิบากกรรม ด้วยการใช้พลังจิตและหลักการแผ่เมตตา อย่าไปคิดว่าเป็นไสยศาสตร์นะ เพราะ   นี่เป็นหลักธรรมของพระ    พุทธเจ้าโดยตรงที่ให้ใช้หลัก เมตตาธรรม ในการสงเคราะห์แก่มนุษย์และอมนุษย์ ที่  กำลังเบียดเบียนกันอยู่ จนทำให้เกิดการเจ็บป่วยทางกายและใจ อันเป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้เกิดทุกข์

4.    อบรมวิปัสสนากรรมฐาน

 

ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้อบรมเป็น พระธรรมทูต แต่ก็ได้ทำหน้าที่ของพุทธบุตรในการเป็นที่พึ่งพิงทางใจ สงเคราะห์ญาติโยมอันเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในต่างแดน ไม่ได้แตกต่างจากท่านธรรมทูตทั้งหลายเช่นกัน เพราะเมื่อองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้และมีพุทธสาวกเข้ามามากขึ้น ก็ได้ส่งสาวกรุ่นแรกไปประกาศพระศาสนาทันทีเหมือนกัน

 

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสแก่สาวก  60 รูป ผู้เป็นอรหันต์ว่า "ดูก่อนภิกษุ เธอทั้งหลายจงเที่ยวไปในชนบทเถิด เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย อย่าไปรวมกัน 2 องค์ในทางเดียวกัน เธอทั้งหลายจงแสดงธรรมที่ไพเราะ ในเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์อันบริสุทธิบริบูรณ์ พร้อมอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ สัตว์ทั้งหลายผู้มีกิเลสธุลีในปัญญาจักษุน้อยมีอยู่มากในโลกนี้ แต่เพราะไม่ได้ฟังธรรม จึงพากันเสื่อมจากคุณพิเศษที่จะพึงได้ตรัสรู้ สัตว์ทั้งหลายที่เป็นผู้รู้ทั่วถึงธรรมจักมีอยู่มาก แม้เราตถาคตจักไปแสดงธรรมที่อุรุเวลาเสนานิคม"

 

 นี่คือหน้าที่ของพระสงฆ์สาวกทุกรูปที่จะต้องปฏิบัติ หาใช่หน้าที่ของผู้ใดผู้หนึ่งโดยเฉพาะก็หาไม่ แต่เป็นหน้าที่ของพระสงฆ์ทุก ๆ รูป ที่จะต้องดำเนินการให้ต่อเนื่องกันไปจนกว่า ศาสนาของสมณโคดม จะไม่มีพระสงฆ์สืบทอดพระศาสนาอีกต่อไปเท่านั้น

 

การเดินทางรอบโลก

         
         
วันนี้เราจะมาเล่าถึงเรื่องการเดินทางเที่ยวพิเศษในการปฏิบัติศาสนกิจในต่างแดนให้ฟังกัน เพราะบ่อยครั้งที่เดินทางไปนั้นก็จะใช้ระยะเวลา 1 เดือนเป็นประมาณ แต่ก็จะอยู่ในยุโรปเท่านั้น แต่การเดินทางล่าสุดในครั้งนี้เริ่มแต่วันที่ 20 มิถุนายน 20 กรกฏาคม 2540 และเป็นครั้งแรกที่เดินทางไป สหรัฐอเมริกา จึงเป็นทริปส์พิเศษจริง ๆ เพราะเป็นการเดินทางที่ยาวไกลรอบโลกจริง ๆ ที่ว่ารอบโลกนั้น เราลองพิจารณาเส้นทางการเดินทางไปสหรัฐดูว่ามีอย่างไรบ้าง

 

1.   เริ่มต้นจากประเทศไทย-เยอรมัน-อังกฤษ-ฝรั่งเศส แล้วต่อเครื่องบินไปสหรัฐ หรือลอสแอลเจลิส แล้วกลับในเส้นทางเดิม

2.  เริ่มต้นจากประเทศไทย แวะที่ญี่ปุ่น แล้วต่อเครื่องเข้าสหรัฐอเมริกาที่ลอสแอลเจลิส เดินทางต่อไปทางยุโรปแล้วบินกลับผ่านทางยุโรปเข้าเอเชียตะวันออกกลาง ผ่านมาทางอินเดีย เข้าสู่ประเทศไทยที่กรุงเทพฯ


         ดังนั้นเส้นทางแรกไปยุโรปและอเมริกาเหมือนกัน แต่กลับทางเก่า ไม่ถือว่ารอบโลก แต่เส้นทางที่สองเครื่องบินจากกรุงเทพฯอ้อมรอบโลก ผ่านญี่ปุ่นอเมริกา เข้ายุโรป ผ่านสู่ตะวันออกกลาง กลับสู่กรุงเทพฯ โดยไม่ย้อนกลับทางเดิม เท่ากับเป็นเส้นรอบวงของโลกพอดี จึงได้กล่าวว่าเป็นเส้นทางรอบโลกจริง ๆ


วันเริ่มเดินทาง

ริ่มเดินทางสู่ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยเที่ยวบิน ทีจี. 772  จากสนามบินดอนเมืองในเที่ยวเช้า 07.30 น. หลังจากนำสัมภาระใบใหญ่ผ่านเครื่องเอ็กซ์เรย์ที่บริเวณทางเข้าเรียบร้อยแล้ว ก็นำตั๋วโดยสารไปยื่นขอเช็คอิน เพื่อเลือกที่นั่งและนำสัมภาระใบใหญ่ลงสู่ท้องเครื่องบิน ส่วนสัมภาระที่เบาพอยกไหวก็ถือขึ้นเครื่องเอง พอถึงเคาเตอร์ก็ได้รับการต้อนรับด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใสตามฉบับการบินไทย จึงได้ยื่นตั๋วพร้อมทั้งบัตร"รอยัล ออร์คิด พลัส" (สะสมไมล์) เพื่อสิทธิพิเศษในการรับบริการ รวมทั้งรางวัลตั๋วโดยสารฟรีในประเทศและต่างประเทศ แล้วแต่ระยะทางบินที่สามารถสะสมได้ทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้นผู้ที่เดินทางต่างประเทศบ่อย ๆ ควรสมัครเป็นสมาชิกสะสมไมล์ของการบินไทยหรือสายการบินนานาชาติซึ่งจะมีคล้าย ๆ กัน

หลังจากได้รับ บอร์ดดิ้งพาส หรือ บัตรขึ้นเครื่องโดยสาร ซึ่งจะระบุเลขที่นั่ง เที่ยวบิน ประตูทางออก เวลาขึ้นเครื่อง เส้นทางบินก็จะได้รับ แบบฟอร์มสำหรับผู้โดยสารขาออก เพื่อกรอกข้อมูลต่าง ๆ ที่จำเป็น เพื่อยื่นพร้อมกับหนังสือเดินทางและตั๋วเครื่องบิน ก่อนจะเข้าสู่ทางออกขึ้นเครื่องบิน ก็จะต้องชำระค่าภาษีสนามบินคนละ 500 บาท เมื่อเข้าประตูไปก็จะพบเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งมีจำนวนหลายช่อง แต่ละช่องบางทีก็มีคนต่อแถวยาวเหยียด แล้วแต่ช่วงเวลา แต่วันนี้คนเบาบาง สำหรับพระก็ไม่ต้องไปต่อแถวเหมือนฆราวาสเขา ได้รับเกียรติให้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ด้านในได้เป็นกรณีพิเศษพิเศษ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ตรวจดูเอกสารการเดินทางและวีซ่าเรียบร้อยแล้ว ก็จะบันทึกข้อมูลลงคอมพิวเตอร์พร้อมทั้งประทับตราขาออกบนหนังสือการเดินทาง พร้อมทั้งระบุ เที่ยวบิน และจะส่งคืนหนังสือเดินทางและตั๋วขึ้นเครื่องคืนให้

            เมื่อเดินผ่านจุดตรวจแล้วก็จะเข้าสู่ประตูชั้นใน จะเห็นห้องโถงใหญ่มาก มีร้านค้านานาชนิดเต็มไปหมด ด้วยว่าเป็นร้านปลอดภาษี ประกอบด้วย เครืองสำอางค์ เครื่องเงิน-เครื่องทอง กล้องถ่ายรูป เครื่องอีเล็คโทรนิค บุหรี ช๊อกโกแลต ของที่ระลึกนานาชนิด ดูลานตาและมีผู้คนเดินอยู่แทบทุกร้าน ก็เลยเดินผ่านไปเรื่อย ๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าราคาถูกจริงหรือเปล่า และยังมีแผนกคืนเงินภาษีสำหรับผู้ที่ซื้อสินค้ามาจากร้านค้าที่กำหนดอีกต่างหาก

            เมื่อมาถึงช่องทางขึ้นเครื่องบิน ก็จะถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานตรวจค้นสิ่งที่อาจเป็นอันตรายและห้ามนำของมีคมหรือพกพาอาวุธขึ้นเครื่องบิน โดยมีเครื่องเอ็กซ์เรย์กระเป๋าที่นำติดตัว พร้อมทั้งเดินผ่านช่องตรวจวัตถุที่เช็คสิ่งของที่ประกอบด้วยโลหะ ซึ่งจะมีเสียงร้องเตือนให้เจ้าหน้าที่ทราบ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสิ่งของที่นำติดตัวผ่านเข้าไปอีกครั้งด้วยเครื่องมือบุคคลคล้ายกระบองไฟฟ้า หรือเราจะต้องควักสิ่งของที่อยู่ในกระเป๋าออกมาให้ดู แล้วจะถูกสั่งให้เดินถอยไปด้านหลังแล้วเดินผ่านเครื่องตรวจโลหะอีกครั้งหนึ่ง หากไม่มีเสียงร้องเตือนก็ โอเค ถ้ายังร้องอีกก็ถูกตรวจละเอียดจนกว่าจะเป็นที่พอใจของเจ้าหน้าที่ ไม่เว้นแม้แต่พระสงฆ์เหมือนกัน เพราะคงไม่รู้ว่าเป็นพระจริงหรือปลอม เน้นด้านความปลอดภัยเป็นสำคัญ

 

            เมื่อเดินต่อไปก็จะเป็นอาคารเทียบท่าเครื่องบินยาวทอดออกไปในสนามบิน ช่วงกลางเป็นทางเดินกว้างใหญ่ สองข้างเป็นช่องทางออกสำหรับผู้โดยสารที่จะไปขึ้นเครื่อง มีหมายเลขระบุช่องทางขึ้นเครื่องชัดเจน ส่วนเหนือประตูทางเข้าจะเป็นข้อความภาษาอังกฤษระบุเที่ยวบิน เวลาและปลายทาง พอผ่านประตูเข้าไปจะเห็นเป็นห้องโถงใหญ่มีเก้าอี้นั่งอยู่เป็นจำนวนมาก เดินลงไปหน่อยหนึ่งก็จะพบเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอีกชุดหนึ่งตั้งโต๊ะตรวจสัมภาระที่นำติดตัวมาโดยละเอียด มีการเปิดกระเป๋าเปิดค้นดูสิ่งต้องสงสัยทุกซอกทุกมุม  ต่อจากนั้นก็จะมีเจ้าหน้าที่สายการบินคอยตรวจเช็ค บัตรขึ้นเครื่องพร้อมด้วยหนังสือเดินทางว่าถูกต้องตรงกันหรือไม่ ก็จะฉีกบัตรโดยสารท่อนหนึ่งคืนให้ แล้วไปนั่งรอจนกว่าเจ้าหน้าที่จะประกาศให้ขึ้นเครื่องได้

 

            ในการขึ้นเครื่องนั้นหากเป็นการบินไทยก็จะประกาศให้เด็กและคนชราขึ้นเครื่องก่อนบางทีก็รวมถึงพระด้วยเข้าเป็นกลุ่มแรก แต่เจ้าหน้าที่บางคนก็ไม่ค่อยสนใจพระก็มี ก็ต้องวิสาสะเดินเข้าไปกับกลุ่มแรกเหมือนกัน ไม่งั้นก็ต้องรอนานเพราะคนมันเบียดเสียดกัน ผู้โดยสารชาวต่างชาติก็ไม่รู้ธรรมเนียมพระและไม่สนใจด้วยเช่นกัน แม้แต่บางทีคนไทยเองก็ยังไม่สนใจและให้เกียรติพระเหมือนกันก็มี เหมือนพระสงฆ์เวลาขึ้นรถเมลล์ที่บางครั้งประสพปัญหาในเรื่องที่นั่งไม่มีและไม่ค่อยมีใครที่สนใจจะยอมเสียสละที่นั่งให้กับพระนั่นแหละ ไม่เหมือนเมื่อก่อนบนรถเมลล์จะมีข้อความเตือนไว้ว่า "กรุณาสละที่นั่งให้แก่  เด็กสตรีและคนชรา" ก็เลยไม่ทราบว่าคนไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเหล่านี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำให้นึกถึงโฆษณาเบียร์ยี่ห้อหนึ่งที่ถามว่า "คนไทย หรือเปล่า"

 

            เมื่อผ่านขึ้นไปบนเครื่องแล้วเราก็จะหาที่นั่งเองหรือไม่แน่ใจก็ถามเจ้าหน้าที่บนเครื่องบิน ซึ่งก็จะได้รับความสะดวกพอสมควร นอกจากนั้นก็จะมีหนังสือพิมพ์ให้เลือกอ่านหลากหลายทั้งไทยและเทศ สำหรับพระแล้วที่นั่งมักจะอยู่ริมหน้าต่างหรือห่างจากทางเดินเพื่อพนักงานบริการจะได้ไม่ต้องระวังการเดินผ่านบ่อย ๆ ซึ่งตรงนี้การบินไทยในทั่วโลกจะเหมือนกันหมด


            เที่ยวนี้โชคดีทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายต้อนรับมานิมนต์ให้ไปนั่งในชั้น บิสิเนส (ชั้นธุรกิจ) ซึ่งยังพอว่างอยู่ เพราะเก้าอี้นั่งจะกว้างกว่าชั้นธรรมดา พูดง่าย ๆ ว่าสะดวกสบายละไม่อึดอัด พอนั่งเสร็จก็เตรียมรัดเข็มขัดไว้ก่อน เพราะเมื่อก่อนเครื่องจะบินขึ้นเจ้าหน้าที่จะประกาศเตือนให้ผู้โดยสารรัดเข็มขัดติดกับเก้าอี้ให้เรียบร้อย ปิดโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อีเล็คโทนิคต่าง ๆ ที่อาจส่งคลื่นรบกวนสัญญาณในการนำร่องได้ พร้อมฉายสารคดีเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินบนเครื่องบิน

                เมื่อเครื่องบินทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าในระดับปกติแล้วสัญญาณปลดเข็มขัดก็จะดังขึ้น จากนั้นก็จะได้รับบริการน้ำดื่มหรือน้ำผลไม้เป็นอับดับแรก ตามด้วยหูฟังสำหรับฟังเพลงหรือชมภาพยนต์จากจอบนเครื่องบิน ด้านหน้าที่นั่งจะมีหนังสือวารสารการบิน สินค้าปลอดภาษี ซึ่งการบินไทยก็มี กินรี สวัสดี ซึ่งมีทั้งไทย-อังกฤษ ให้ผู้โดยสารได้อ่านสารคดีเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับศาสนา วัฒนธรรมและประเพณีต่าง ๆ ของคนไทยในหลายแง่หลายมุม เป็นนิตยสารรายเดือนที่น่าสนใจอ่านเล่มหนึ่ง เคยได้รับรางวัลจาการประกวดระหว่างสายการบินนานาชาติมาแล้วเหมือนกัน ถ้าเป็นช่วงเวลาอาหารก็จะมีอาหารที่แตกต่างกันไปตามเส้นทางบิน เช่น ไปทางสิงคโปร์-มาเลย์ ก็เป็นบะหมี่หรือข้าวสตูไก่ หรือ บางเส้นทางเป็นอาหารฝรั่ง ก็ไข่กวนใส่เห็ดหรือหอมใหญ่ ไส้กรอก เป็นต้น มีผลไม้รวม เค็ก ขนมปังต่าง ๆ ชา-น้ำส้ม-กาแฟ นอกนั้นก็เป็นไวน์ขาว-ไวน์แดง เบียร์กระป๋อง วิสกี้ น้ำผลไม้ เป็นต้น เสริฟจนผู้โดยสารพอใจนะแหละ หลังจากนั้นก็เป็นเวลาตามสบายของแต่ละท่าน

 

                บางคนก็เข้าห้องน้ำ บางคนก็อ่านหนังสือ บางคนก็ดูหนัง บางคนก็ฟังเพลง บางคนก็นั่งคุยกัน บางคนก็มองดูทิวทัศน์และผู้คน ส่วนเราก็นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ของเมืองไทยนี่แหละ เพราะอ่านภาษาอื่นมันต้องใช้เวลามากหน่อยกว่าจะเข้าใจได้หมด ระหว่างทางเจ้าหน้าที่ได้ประกาศให้ทราบว่า เราจะใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงเพื่อพัก